ร้านของเรา

จ.สมุทรสาคร

เปิดบริการ

วันจันทร์-เสาร์ 8:00 น. – 17:00 น.

เปลี่ยนผ้าเบรค

เปลี่ยนผ้าเบรค

เปลี่ยนผ้าเบรค อุปกรณ์สำคัญที่คนขับรถห้ามมองข้าม

เปลี่ยนผ้าเบรค “ผ้าเบรค” อุปกรณ์สำคัญที่คนขับรถห้ามมองข้าม ผ้าเบรค คือส่วนประกอบของรถยนต์ที่ใช้สำหรับการชะลอ หรือหยุดความเร็วของรถยนต์ ขณะขับรถเมื่อคุณทำการเหยียบเบรค ผ้าเบรคจะทำการดันจานเบรคเพื่อสร้างแรงเสียดทานทำให้ล้อรถเกิดการชะลอตัว จึงทำให้ผ้าเบรคนั้นจะบางลงเรื่อย ๆ หากผ้าเบรคเริ่มบางมาก ๆ จะทำให้การเบรคเริ่มติดขัดมากขึ้น อาจทำให้ต้องออกแรงเหยียบเบรคมากขึ้นในการเบรคแต่ละครั้ง แต่ถ้าหากขับมาด้วยความเร็วมาก ๆ ผ้าเบรคที่บางแล้วก็อาจจะไม่สามารถห้ามล้อได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนนของคุณ เรามาสังเกตอาการต่าง ๆ ที่บ่งบอกว่าผ้าเบรคในรถยนต์ของคุณถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนโดยด่วน

สังเกตได้อย่างไรว่าควรเปลี่ยน ผ้าเบรค

โดยปกติแล้วผ้าเบรคนั้นจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ประมาณ 50,000 – 60,000 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าใช้งานได้ค่อนข้างนานเลยทีเดียว ซึ่งระยะเวลาที่นานนี่แหละที่อาจทำให้หลาย ๆ คนมักจะลืมตรวจสอบกันว่ารถยนต์ของตัวเองใช้งานผ้าเบรคมานานขนาดไหนแล้ว หากจำไม่ได้ว่าผ้าเบรคเราใช้งานมานานขนาดไหน ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเราจะสังเกตจากสิ่งใดได้บ้างว่ารถยนต์ของตัวเองถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยน ผ้าเบรค ซึ่งมีวิธีสังเกตด้วยกัน 3 รูปแบบ ตามขั้นตอนนี้!

  1. สัมผัสของการเบรคไม่เหมือนเดิม
    อาการที่เห็นได้ชัดที่สุดเมื่อผ้าเบรคใกล้หมดก็คือ ส่งผลกระทบต่อการเบรคโดยตรงนั่นเอง โดยสามารถสังเกตได้จากเสียงผิดปกติขณะเหยียบเบรค เช่น ดังเอี๊ยด ๆ หรือครืด ๆ ซึ่งหมายความว่าผ้าเบรคนั้นเรื่มบางจนเริ่มเหลือเพียงส่วนที่เป็นเหล็กแล้ว หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ อาจทำให้จานเบรคเกิดความเสียหายได้ ควรนำรถเข้าศูนย์แล้วทำการเปลี่ยน ผ้าเบรค โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง
  2. ต้องยกเบรคมือสูงขึ้นกว่าปกติ
    ปกติแล้วเวลาจอดรถยนต์ไว้กับที่เราก็จะต้องเข้าเกียร์จอด แล้วดึงเบรคมือขึ้น แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าเบรคมือหลวม ๆ จนต้องดึงสูงกว่าปกติ นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ผ้าเบรคของคุณเริ่มบางมากแล้ว ควรเข้าไปทำการเช็คโดยด่วน
  3. สังเกตไฟเตือนหน้าคอนโซล
    รถยนต์หลาย ๆ รุ่นจะมีไฟเตือนหน้าคอนโซลเป็นสัญลักษณ์รูปตัว (P) หากสัญลักษณ์นี้มีไฟขึ้น แสดงว่าระบบเบรคของคุณกำลังมีปัญหาแล้ว โดยอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำมันเบรครั่ว หรือผ้าเบรคเริ่มหมดจนต้องถึงเวลาเปลี่ยน แต่ไม่ว่าปัญหาดังกล่าวจะเกิดจากอะไร แต่การที่สัญญาณไฟนี้ขึ้นแจ้งเตือนถือว่าระบบเบรคในรถยนต์ของคุณเริ่มมีปัญหา และอันตรายต่อการขับขี่บนท้องถนนค่อนข้างมากเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหากสังเกตเห็นสัญลักษณ์นี้ ให้รีบนำรถยนต์ไปเข้าศูนย์เพื่อตรวจสอบจะดีที่สุด

ทำไมต้องเปลี่ยนผ้าเบรก

เพราะว่าผ้าเบรกเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของระบบเบรก เมื่อเหยียบเบรกผ้าเบรกจะไปกดทับจานเบรก เพื่อสร้างแรกเสียดทานทำให้ล้อหยุดหมุน ดังนั้นเมื่อเราใช้งานรถไปเรื่อย ๆ การเหยียบเบรกก็ย่อมบ่อยขึ้น ผ้าเบรกจึงเสื่อมสภาพตามการใช้งานนั่นเองครับ และหากผ้าเบรกหมดสภาพ การเบรกก็จะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น การเบรกตอนลงเขา หรือเบรกขณะถนนลื่น เป็นต้น ทั้งนี้ผ้าเบรกในท้องตลาดจะมีหลายประเภทและหลายเกรด ตามลักษณะการใช้งานของรถ ซึ่งผู้ขับรถทั่วไปอย่างเราใช้ผ้าเบรกเกรดมาตรฐานทั่วไปก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

เปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว ต้องเจียรจานเบรกด้วยหรือไม่

ประเด็นนี้มีหลายคนถามเข้ามามาก ซึ่ง Frank ขอแนะนำว่าตอนไปเปลี่ยนผ้าเบรกที่อู่ อาจให้ช่างดูที่จานเบรกด้วยว่ามีรอยสึกหรอหรือไม่ เพราะการเบรกบ่อยๆ อาจทำให้จานเบรกเสื่อมสมรรถภาพได้ครับ หากพบว่าจานเบรกมีรอย คด แตกร้าว หรือเป็นสนิมก็ควรเจียรจนเบรกไปด้วยเลยครับ ซึ่งการเจียรจานเบรกจะช่วยเรื่องความปลอดภัย ให้รถของคุณเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

ตอนนี้ผู้อ่านก็คงทราบแล้วนะครับว่าควรเปลี่ยนผ้าเบรกตอนไหนดี อยากให้มองว่าการตรวจสอบและการเปลี่ยนผ้าเบรกนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเราขับรถเกิดอุบัติเหตุ อย่างน้อยระบบเบรกก็จะช่วยเซฟชีวิตของคุณได้อีกขั้นนึงครับ นอกจากเบรกแล้วการตรวจเช็กสภาพรถส่วนอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเราต้องตรวจสอบระบบเบรกรถทุกครั้งก่อนขับขี่เพื่อความปลอดภัยด้วยนะครับ และที่ลืมไม่ได้ คือต้องทำประกันภัยรถยนต์ไว้คุ้มครองด้วยนะครับ จะทำประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2/2+ หรือ 3/3+ ก็เลือกได้ทุกรุ่น ทุกชั้นเลยนะครับ

วิธีการเปลี่ยนผ้าเบรค อยู่บ้านก็ทำได้เองง่าย ๆ

หลายคนอาจมองว่าขั้นตอนการเปลี่ยนผ้าเบรครถยนต์ยุ่งยาก จำเป็นจะต้องเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวคุณเองก็สามารถเปลี่ยนผ้าเบรคได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้…

  • 1. ใช้แม่แรงยกรถขึ้น พร้อมกับนำขาตั้งรองไว้ หลังจากนั้นให้ทำการถอดล้อด้วยการใช้ประแจทอร์คขันน็อตดุมล้อออกม
  • 2. เปิดฝากระปุกน้ำมันเบรค เพื่อเตรียมการระบายแรงดันสำหรับขั้นตอนต่อไป
  • 3. ใช้บล็อคหรือประแจเบอร์ 12 ถอดหมุดยึดคาลิปเปอร์เบรคตัวล่างออก โดยการหมุนทวนเข็มนาฬิกา
  • 4. ยกเปิดฝาคาลิปเปอร์ออก แล้วใช้ไขควงปากแบนแซะผ้าเบรคเก่าออก
  • 5. ทำความสะอาดจานเบรคให้ทั่ว ไม่ว่าจะเป็นคราบสนิม คราบสกปรกต่าง ๆ
  • 6. หลังจากนั้นนำจารบีสำหรับเบรคโดยเฉพาะ ทาที่ด้านหลังของผ้าเบรคใหม่ และส่วนที่ผ้าเบรคสัมผัสกับคาลิปเปอร์
  • 7. นำผ้าเบรคใหม่ใส่เข้าไปแทนของเก่า และนำ C-Clamp กดลูกสูบเบรคเข้าไป หลังจากนั้นทำการปิดคาลิปเปอร์ และนำจารบีมาทาหมุดยึดก่อนที่จะทำการเสียบกลับเข้าไปที่เดิม พร้อมกับใช้บล็อคขันให้แน่น และใส่ล้อกลับคืนได้เลย
วิธีดูแลรักษาผ้าเบรกเบื้องต้น
  • 1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถ ถ้าคุณรู้สึกว่ารถของคุณต้องเปลี่ยนผ้าเบรกบ่อย ๆ ให้คุณลองสังเกตดูว่า ปกติแล้วคุณขับรถยังไง? เป็นคนขับรถเร็ว ชอบเหยียบเบรกกะทันหัน หรือเบรกรถแรง ๆ รึเปล่า? ซึ่งถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นก็ไม่แปลกเลยที่ผ้าเบรกของรถคุณจะสึกเร็วกว่าปกติ ดังนั้นวิธีการแรกที่จะช่วยถนอมและยืดอายุการใช้งานผ้าเบรกได้ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถและฝึกเบรกรถให้เบาลงนั่นเอง
  • 2. ดูแลยาง = ดูแลเบรก สาเหตุที่เราบอกว่าดูแลยางเท่ากับดูแลเบรกก็เป็นเพราะว่า ยางรถที่สมบูรณ์และมีลมยางเพียงพอจะช่วยดูดซับแรงกระแทกเวลาเบรกและลดการเสียดสีของผ้าเบรกลงได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลรักษาผ้าเบรกทางอ้อมคุณจึงควรหมั่นเช็คลมยาง และดูแลรักษายางรถอยู่เสมอ
  • 3. นำรถไปตรวจเช็คระบบเบรกตามกำหนด อย่างที่บอกไปว่าเวลาขับรถเราใช้เบรกแทบจะตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยคุณควรจะนำรถไปตรวจเช็คระบบเบรก ทั้งผ้าเบรก จานเบรก เป็นประจำทุก ๆ 3 เดือน หรือเมื่อขับรถได้ 8,000-10,000 กิโล นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทุกปี หรือเมื่อขับรถครบ 8,000-10,000 กิโล เช่นกัน
  • 4. เปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ต้องดูแลมากกว่าเดิม ทุกครั้งเมื่อคุณเปลี่ยนผ้ามาเบรกใหม่ ๆ ให้จำไว้ว่าคุณจะต้องดูแลและระมัดระวังการเหยียบเบรกมากกว่าเดิม เพราะผ้าเบรกใหม่จะมีระยะเวลาที่เรียกว่า Bedding-in ซึ่งเป็นช่วงที่รถต้องปรับสภาพหน้าผ้าเบรกให้เข้ากับจานเบรก โดยจะต้องใช้ระยะทางประมาณ 200-300 กิโลเมตรก่อนที่ผ้าเบรกเข้าที่ ถ้าหากคุณเผลอเหยียบเบรกแรง ๆ ในช่วง Bedding-in มันอาจจะส่งผลให้ผ้าเบรกและจานเบรกเสียหายได้ เพราะแบบนี้คุณจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการเหยียบเบรกมากกว่าเดิมเมื่อเปลี่ยนผ้าเบรกมาใหม่นั่นเอง
เบรกดัง!! อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้
  • เชื่อเลยว่าปัจจุบันมีกระทู้มากมายที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเบรกแล้วเสียงดังค่อนข้างมาก ทำยังไงก็แก้ไม่หายซักที ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดมาจาก “แผ่นชิมเสื่อมสภาพหรือไม่ได้ใส่แผ่นชิม” ผมได้เข้าไปอ่านในหลายๆ กระทู้ที่ตั้งคำถามว่า “เปลี่ยนผ้าเบรกหน้า ต้องเปลี่ยนแผ่นซับเสียง ผ้าเบรก ด้วยหรอ?” “เบรกดัง แก้ไขมาเกือบทุกวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่หาย” หรือ “เพื่อนๆ เคยเปลี่ยนแผ่นรองผ้าเบรกกันไหม”
  • แล้วเจ้าแผ่นชิม (Brake Shim) จะช่วยซัพเสียงได้อย่างไรหล่ะ??
    ในขณะที่เราแตะเบรกรถยนต์จะเกิดการสั่นสะเทือนระหว่างผ้าเบรกและจานเบรก จากนั้นการสั่นสะเทือนนี้จะถูกส่งผ่านจาก ผ้าเบรก ไปยังคาร์ลิปเปอร์ ทำให้การสั่นสะเทือนนี้รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเสียงเบรกตามมา ดังนั้น แผ่นชิมที่คั่นอยู่ระหว่าง ผ้าเบรก กับ คาร์ลิปเปอร์ จะช่วยซับการสั่นสะเทือนที่ถูกส่งผ่านมาจากผ้าเบรกและทำให้โอกาสในการเกิด เสียงลดลง ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของระบบเบรก จึงจำเป็นที่จะต้องมีการติดตั้งแผ่นชิมด้วยเช่นกันครับ

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการเปลี่ยนผ้าเบรคไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่มีเครื่องมือและทักษะด้านช่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้แล้ว มากไปกว่านั้นยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในกระเป๋าสตางค์ของคุณได้ด้วยสำหรับการดูแลรถยนต์ เมื่อเรื่องผ้าเบรคจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้คุณ ไม่ต่างกับการมีประกันภัยรถยนต์ ดี ๆ ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้คุณในตอนขับขี่ และหากคุณกำลังมองหาตัวเลือกดี ๆ สำหรับรถของคุณ

สรุป เปลี่ยนผ้าเบรค

ผ้าเบรคคือหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญต่อการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นควรหมั่นตรวจสอบผ้าเบรค และสังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้ เพื่อที่จะได้ลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุต่อตัวเองและคนรอบข้าง แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยในเรื่องของการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน นั่นก็คือ พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์นั่นเอง เพื่อให้คุณไร้ความกังวลใจ ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงต้องหาหลักประกันไว้คุ้มครองยามเกิดเหตุร้าย เพราะค่าใช้จ่ายที่จะตามมาไม่ใช่เล่น ๆ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณอุ่นใจด้านค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ติดตามข่าวสาร หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

เรื่องน่ารู้อื่นๆ